ลวดเชื่อมที่ใช้กับงานเหล็กมีทั้งชนิดและขนาดให้เลือกหลายแบบ ถ้าเป็นงานที่ช่างทำอยู่เป็นประจำ การเลือกจากรุ่นเดิมที่เคยใช้ก็มักไม่มีปัญหา แต่เมื่อเปลี่ยนความหนาของเหล็ก ลักษณะงาน หรือตำแหน่งที่ต้องเชื่อม ลวดที่เคยใช้ประจำก็อาจไม่เหมาะกับงานนั้นเสมอไป
การเลือกผิดไม่ได้หมายความว่าจะเชื่อมไม่ได้เสมอไป แต่อาจทำให้จุดอาร์กยาก แนวเชื่อมควบคุมยาก หลอมไม่เต็ม หรือเกิดงานแก้ตามมา เมื่อรวมเวลาช่าง ลวดที่ใช้เพิ่ม และการเจียรรอยเดิมออก ต้นทุนที่เสียไปอาจมากกว่าส่วนต่างของราคาลวดที่ซื้อมาตั้งแต่แรก
วันนี้ ต.กิตติอมร รวบรวมวิธีเลือกลวดเชื่อม พร้อมข้อมูลที่ควรรู้ก่อนซื้อ และจุดที่ควรไล่เช็กเมื่อแนวเชื่อมมีปัญหา เพื่อให้ทั้งช่าง ผู้รับเหมา และฝ่ายจัดซื้อเลือกสินค้าได้ตรงกับงานมากขึ้น

เลือกลวดเชื่อม เริ่มจากดูงานที่จะใช้
ก่อนดูยี่ห้อหรือราคา ควรรู้ก่อนว่าจะนำลวดไปเชื่อมวัสดุอะไร งานเหล็กทั่วไป เช่น ประตู รั้ว งานประกอบ หรือโครงสร้างเบา มีลวดเชื่อมให้เลือกค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเป็นสแตนเลส เหล็กหล่อ เหล็กกำลังสูง หรืองานโครงสร้างที่ระบุสเปกไว้แล้ว ควรเลือกตามวัสดุและข้อกำหนดของงานโดยตรง
จากนั้นค่อยดูความหนาของชิ้นงาน เพราะมีผลทั้งต่อขนาดลวดและกระแสที่ใช้ เหล็กบางต้องคุมความร้อนเพื่อไม่ให้ชิ้นงานทะลุหรือบิดตัว ส่วนเหล็กที่หนาขึ้นต้องให้ความสำคัญกับการหลอมและปริมาณเนื้อเชื่อมมากขึ้น ขนาดลวดจึงควรเลือกให้สัมพันธ์กับงาน ไม่ใช่ดูเพียงว่าช่างถนัดใช้ขนาดไหนเป็นประจำ
ท่าเชื่อมก็มีผลเช่นกัน งานที่วางชิ้นงานราบกับงานที่ต้องเชื่อมแนวตั้งหรือเหนือศีรษะมีจุดที่ต้องควบคุมต่างกัน โดยเฉพาะงานติดตั้งหน้างานที่ไม่สามารถขยับชิ้นงานให้อยู่ในท่าที่สะดวกได้ทุกจุด ลวดที่เลือกจึงควรรองรับตำแหน่งเชื่อมที่ต้องใช้งานจริง
อีกเรื่องที่ต้องดูควบคู่กันคือเครื่องเชื่อมและช่วงกระแสที่รองรับ หากขนาดลวดต้องใช้กระแสสูงกว่าเครื่องที่มีอยู่ หรือชนิดลวดไม่ตรงกับระบบไฟที่ใช้ ต่อให้เลือกประเภทลวดได้ถูก งานก็อาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการ
ดังนั้น หากเป็นงานใหม่ ควรดูวัสดุที่เชื่อม ความหนา ลักษณะรอยต่อ ท่าเชื่อม และเครื่องที่ใช้ให้ครบก่อน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เลือกประเภทและขนาดลวดได้ตรงกับงานมากขึ้น
E6013, E6011 และ E7018 ต่างกันตรงไหน
รหัส E6013, E6011 หรือ E7018 ที่เห็นบนกล่อง ใช้บอกคุณสมบัติและลักษณะการใช้งานของลวด ไม่ได้หมายถึงขนาดของลวดโดยตรง ดังนั้น ลวดขนาด 3.2 มม. เหมือนกันก็อาจเป็นคนละประเภทและใช้กับงานต่างกันได้
| ประเภท | มักพบในงานลักษณะใด | สิ่งที่ควรรู้ |
| E6013 | งานเหล็กทั่วไป งานประกอบ งานซ่อม และโครงสร้างเบา | จุดอาร์กง่าย ควบคุมแนวได้ไม่ยาก เหมาะกับงานทั่วไปหลายประเภท |
| E6011 | งานที่ต้องการการหลอมลึก หรือชิ้นงานที่เตรียมผิวได้ไม่สมบูรณ์นัก | อาร์กค่อนข้างแรงและให้การซึมลึกมากกว่า |
| E7018 | งานโครงสร้างหรืองานที่ต้องการความแข็งแรงของแนวเชื่อมสูง | เป็นลวด Low Hydrogen ต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาและความชื้น |
E6013 เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยในงานเหล็กทั่วไป เพราะใช้งานได้หลากหลายและควบคุมแนวเชื่อมได้ไม่ยาก เช่น ลวดเชื่อม KOBE บางรุ่นที่เป็น E6013 และนิยมใช้กับงานประกอบ งานซ่อม รวมถึงงานเชื่อมเหล็กทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ลวดที่ใช้รหัสเดียวกันก็ยังมีรายละเอียดต่างกันตามรุ่นและผู้ผลิต ทั้งขนาดที่มีจำหน่าย ช่วงกระแสที่แนะนำ และลักษณะงานที่รองรับ หากเป็นงานโครงสร้างหรือมีสเปกกำหนดไว้ ควรยึดตามข้อกำหนดของงานก่อน แล้วจึงเลือกขนาดลวด เช่น 2.6, 3.2 หรือ 4.0 มม. ให้เหมาะกับชิ้นงานและเครื่องเชื่อมที่ใช้
แนวเชื่อมมีปัญหา ต้องเช็กอะไรบ้าง
ลวดติดชิ้นงาน สะเก็ดมาก แนวเชื่อมเป็นรู หรือหลอมไม่เต็ม ไม่ได้หมายความว่าลวดเชื่อมมีปัญหาเสมอไป เพราะคุณภาพของแนวเชื่อมยังเกี่ยวข้องกับการตั้งเครื่อง สภาพชิ้นงาน การเก็บลวด และวิธีเชื่อมด้วย
หากงานเริ่มมีปัญหา สามารถไล่เช็กจากอาการที่พบได้ดังนี้
| อาการที่พบ | จุดที่ควรเช็ก |
| ลวดติด จุดอาร์กยาก | กระแสต่ำเกินไป ระยะอาร์ก หรือขนาดลวดไม่เหมาะกับงาน |
| สะเก็ดมาก คุมแนวยาก | กระแสสูงเกินไป ระยะอาร์กยาว หรือวิธีเดินแนว |
| แนวเชื่อมเป็นรู | ความชื้น น้ำมัน สนิม สี หรือสิ่งสกปรกบริเวณรอยเชื่อม |
| เนื้อเชื่อมหลอมไม่เต็ม | กระแสต่ำ เดินแนวเร็วเกินไป หรือลวดไม่เหมาะกับลักษณะงาน |
| คุณภาพเปลี่ยนหลังเปิดลวดทิ้งไว้ | วิธีจัดเก็บและความชื้นที่ลวดได้รับหลังเปิดบรรจุภัณฑ์ |
กระแสไฟเป็นจุดที่เช็กได้ง่ายและมีผลกับงานโดยตรง หากตั้งต่ำเกินไป ลวดอาจติดและหลอมได้ไม่ดี ขณะที่กระแสสูงเกินไปก็ทำให้เกิดสะเก็ดมากขึ้นหรือควบคุมแนวได้ยาก หากปรับกระแสแล้วอาการยังเหมือนเดิม จึงค่อยดูสภาพชิ้นงาน วิธีเชื่อม และการเก็บลวดต่อ
ลวดที่เปิดใช้งานแล้วควรเก็บในที่แห้งและพ้นความชื้น โดยเฉพาะลวด Low Hydrogen ที่ต้องดูแลเรื่องนี้มากกว่าลวดทั่วไป ส่วนบริเวณที่จะเชื่อมก็ควรไม่มีน้ำมัน สี สนิม หรือสิ่งสกปรกมากเกินไป เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อคุณภาพของแนวเชื่อมเช่นกัน
ก่อนเปลี่ยนลวดหรือเปลี่ยนยี่ห้อ ควรเช็ก 4 จุดนี้ก่อน
- ประเภทและขนาดลวดตรงกับงานหรือไม่
- กระแสที่ตั้งเหมาะกับลวดขนาดนั้นหรือยัง
- ผิวชิ้นงานพร้อมสำหรับการเชื่อมหรือไม่
- ลวดถูกเก็บไว้ในสภาพที่เหมาะสมหรือเปล่า
ถ้าต้นเหตุอยู่ที่การตั้งเครื่องหรือสภาพชิ้นงาน การเปลี่ยนลวดใหม่อย่างเดียวก็อาจไม่ช่วย และยังเพิ่มทั้งค่าใช้จ่ายกับเวลาที่ใช้แก้ปัญหาโดยไม่จำเป็น
ก่อนสั่งลวดเชื่อม อย่าดูแค่ราคาต่อกล่อง
ราคาลวดมีผลกับต้นทุนแน่นอน โดยเฉพาะโรงงานหรือผู้รับเหมาที่ต้องใช้เป็นประจำ แต่ถ้าเลือกผิดสเปกแล้วต้องเจียรแนวเดิมออก เชื่อมใหม่ หรือใช้เวลามากขึ้นกับงานแก้ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้มีแค่ค่าลวดเท่านั้น ค่าใช้จ่ายที่ตามมาอาจรวมถึง
- ลวดและใบเจียรที่ต้องใช้เพิ่ม
- ค่าแรงจากการกลับมาแก้งานเดิม
- เวลาของขั้นตอนถัดไปที่ต้องรอชิ้นงาน
- วัสดุที่เสียหายจนต้องเปลี่ยนหรือทำใหม่
ยิ่งเป็นงานที่มีจำนวนชิ้นมากหรือทำต่อเนื่อง ผลกระทบจากงานแก้เพียงเล็กน้อยก็สะสมเป็นต้นทุนได้มาก ฝ่ายจัดซื้อจึงควรดูทั้งราคา สเปก ความพร้อมของสินค้า และความเหมาะสมกับเครื่องที่หน้างานใช้อยู่ควบคู่กัน
นอกจากเลือกสินค้าให้เหมาะกับงานแล้ว การส่งข้อมูลให้ฝ่ายจัดซื้อครบตั้งแต่ต้นก็ช่วยลดโอกาสสั่งผิดสเปกได้เช่นกัน เพราะคำว่า “ลวดเชื่อม 3.2 มม.” อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากมีสเปกกำหนดไว้แล้ว ควรแจ้งให้ครบทั้ง
- ประเภทลวด เช่น E6013 หรือ E7018
- ขนาดลวด
- ยี่ห้อหรือรุ่น หากมีการกำหนด
- จำนวนที่ต้องใช้
- ช่วงเวลาที่ต้องการสินค้า
ส่วนงานที่ยังไม่ได้ระบุรุ่น ควรแจ้งวัสดุที่ต้องเชื่อม ความหนาของชิ้นงาน ลักษณะงาน ท่าเชื่อม และเครื่องที่ใช้เพิ่มเติม เพื่อให้ผู้จำหน่ายช่วยแนะนำสินค้าได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกประเภทหรือขนาดใด สามารถปรึกษา ต.กิตติอมร พร้อมรายละเอียดของงานและเครื่องเชื่อมที่ใช้ เพื่อช่วยดูตัวเลือกก่อนสั่งซื้อ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ลวดจำนวนมาก การเช็กสเปกให้ชัดตั้งแต่ต้นช่วยลดทั้งการสั่งผิด งานแก้ และค่าใช้จ่ายที่ตามมาภายหลัง
ลวดเชื่อมที่เหมาะจึงไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่แพงที่สุด แต่ควรตรงกับวัสดุ ความหนา ลักษณะรอยต่อ ท่าเชื่อม และเครื่องที่ใช้ ส่วนงานที่มีข้อกำหนดจากแบบหรือมาตรฐาน ควรยึดสเปกของโครงการเป็นหลักก่อนเลือกยี่ห้อหรือเปรียบเทียบราคา
สรุปการเลือกลวดเชื่อมให้เหมาะกับงาน
การเลือกลวดเชื่อมควรเริ่มจากวัสดุ ความหนาของชิ้นงาน ลักษณะรอยต่อ ท่าเชื่อม และเครื่องที่ใช้ ก่อนเลือกประเภทและขนาดลวดให้เหมาะสม E6013, E6011 และ E7018 มีคุณสมบัติและงานที่รองรับต่างกัน จึงไม่ควรเลือกจากขนาดหรือราคาเพียงอย่างเดียว
หากแนวเชื่อมมีปัญหา ควรตรวจทั้งการตั้งกระแส สภาพผิวชิ้นงาน การเก็บลวด และวิธีเชื่อมก่อนเปลี่ยนสินค้า การเลือกสเปกให้ตรงตั้งแต่ก่อนซื้อและแก้ปัญหาให้ถูกจุด ช่วยลดงานแก้ วัสดุที่สูญเสีย และต้นทุนที่ตามมาระหว่างทำงานได้

